มารู้จักหลังคาไวนิลกันก่อนติดตั้ง

ไวนิลเป็นวัสดุที่เราเรียกย่อมาจาก PVC (Poly Vinyl Chloride) เรียกกันอีกแบบว่า Rigid PVC ที่มีจำหน่ายในบ้านเราทุกวันนี้ก็มาจากหลายแหล่งผลิต ซึ่งมีสูตรส่วนผสมที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วก็มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน

เนื้อวัสดุมีลักษณะเป็นโพรงอากาศเล็กๆ จึงมีน้ำหนักเบา และเป็นฉนวน ทนต่อสภาพอากาศได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ดัดโค้งได้ ไม่ติดไฟ รูปแบบหลังคาไวนิลเป็นแผ่นเรียบ มีความกว้างของแผ่นประมาณ 12.5 ซม. มีความยาวจำกัดที่ 4-6 เมตร หนา 7 มม. นิยมใช้ในงานกันสาด และโรงรถ ยังไม่สามารถนำไปมุงเป็นหลังคาหลักของบ้านได้ เนื่องจากอุปกรณ์ในการติดตั้ง และระบบป้องกันการรั่วซึมยังไม่สมบูรณ์แบบ สังเกตได้จากการติดตั้งเป็นการมุงซ้อนกันเฉพาะด้านข้าง ที่ตัวแผ่นมีรูปแบบที่ทำให้ล็อคกันระหว่างแผ่นได้เลย แต่ยังไม่มีรายละเอียดการซ้อนกันที่หัวและท้ายแผ่น แต่ละแผ่นยึดเข้ากับโครงด้วยสกรู มีสีให้เลือกคือสี ขาว และสีโทนน้ำตาลอ่อน-เข้ม หลังจากติดตั้งแล้วดูเรียบร้อย ทันสมัย เข้ากับบ้านส่วนใหญ่ได้

เรื่องราคาค่อนข้างสูงพอสมควร เฉพาะหลังคาไวนิลอย่างเดียวยังไม่รวมโครง อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อตารางเมตร เท่าที่มีขายในบ้านเราส่วนใหญ่จะขายพร้อมติดตั้งรวมโครงด้วย โดยเลือกได้ว่าจะใช้โครงเหล็กทาสี หรือสเตนเลส ซึ่งราคาจะอยู่ตารางเมตรละ 2,500-2,900 บาทเลยทีเดียว

การเลือกซื้อกล้องวงจรปิดนั้นหลายคนต้องการกล้องวงจรปิดที่ดี ทนทาน คุณภาพสูงและราคาถูก

ในการเลือกซื้อกล้องวงจรปิดนั้นหลายคนต้องการกล้องวงจรปิดที่ดี ทนทาน คุณภาพสูงและราคาถูก ซึ่งส่วนหญ่มักไม่เป็นแบบนั้น กล้องวงจรปิดที่คุณภาพสูงก็มักจะมีราคาสูงตามคุณภาพไปด้วย สมัยก่อน กล้องวงจรปิดที่นิยมใช้งานกัน ส่วนมากจะเป็นระบบ Analog ความละเอียดก็พัฒนากันไปในรูปแบบความละเอียดที่เรียกว่า TVL หรือ TV Line เช่น 480TVL , 600TVL , 700TVL เป็นต้น ยิ่งตัวเลขมาก ยิ่งมีความละเอียดมาก ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดของกล้องแต่ละตัวตามที่มันระบุไว้ แต่กล้องที่มีความละเอียดมากไม่ได้หมายความว่าจะบันทึกได้ชัดเจนเพราะว่าการบันทึกขึ้นอยู่กับระบบของเครื่องบันทึกว่าสามารถบันทึกได้ที่ความละเอียดเท่าไหร่ ซึ่งเครื่องบันทึกส่วนใหญ่จะสามารถเลือกความละเอียดในการบันทึกได้ ดังนั้นถ้าหากต้องการความละเอียดมากก็ต้องใช้กล้องวงจรปิดและเครื่องบันทึกที่บันทึกความละอียดสูงได้ แต่ยิ่งความละเอียดสูงมากก็จะทำให้หน่วงควาจำของฮาร์ดดิสเต็มเร็วขึ้น จึงควรดูระยะเวลาที่เราต้องการเก็บภาพไว้ไม่อย่างนั้นเวลาจะมาดูย้อนหลังอาจจะไม่มีภาพแล้วก็ได้

ต่อมา เทคโนโลยี Analog จะมาถึงทางตัน ในการทำภาพความคมชัดสูง จึงมาถึงยุคกล้อง Digital หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IP Camera ซึ่งพัฒนาในเรื่องความละเอียดภาพเป็นแบบ Pixel เช่น 1M , 1.3M , 2M , 5M เป็นต้น และเช่นกัน ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งคมชัดมาก ทลายข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ Analog ทำไม่ได้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากราคา ที่ค่อนข้างสูง และการติดตั้ง และตั้งค่าระบบต้องใช้ความรู้มากกว่าแบบ Analog การต่อพ่วงเป็นระบบบันทึก ยิ่งต้องมีความรู้ในเรื่อง network พอสมควร

ต่อมาระบบ Analog ยังไม่ตาย แต่ได้มีการพัฒนาขึ้นให้มีความคมชัดได้มากขึ้น เรียกระบบนี้ว่า Analog HD ละกัน ซึ่งระบบ Analog HD ก็มีผู้พัฒนาหลักๆ ที่เป็นมาตรฐาน ไม่กี่เจ้า ก็ตั้งชื่อเรียก เทคโนโลยีของตัวเองเช่น HD-CVI , HD-TVI , HD-SDI , AHD เป็นต้น โดยส่วนมากจะใช้ข้ามเทคโนโลยีกันไม่ได้ แต่หลังๆ เท่าที่ได้ใช้งาน คนนิยมกันมากก็คือ HD-TVI Analog HD กลับมาเป้นที่นิยมอีกครั้ง เนื่องจากสามารถนำมาติดตั้งแทนระบ Analog เดิม ได้เลย ทำให้ผู้ที่มีกล้องในระบบ analog เดิม สามารถประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเป็นระบบ Analog HD เพราะถ้าเปลี่ยนเป็นนระบบ IP Camera นอกจากจะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว ระบบสายสัญญาณทั้งหมดก็จะต้องถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย

ตอนนี้ระบบ Analog ยังพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบ AHD (Analog High Definition)ที่มีความละเอียดภาะแบบFull HD ทำให้มีความคมชัดเทียบเท่ากับกล้อง IP ข้อดีของระบบ AHD นี้ยังสามารถรวมเอาทั้ง 2 ระบบเข้ามาไว้ได้วยกันได้ทำให้ผู้ใช้ที่สามารถใช้กล้องวงจรปิดทั้ง 2 ระบบ ได้โดยใช้เครื่องบันทึกเพียงตัวเดียว แต่เมื่อใช้ทั้ง 2 ระบบพร้อมกันจะให้ความละเอียดของภาพลดลง เมื่อเทียบกล้องวงจรปิดระบบ AHD กับ กล้องวงจรปิด IP แล้ว ระบบ AHD จะมีราคาถูกกว่าและการติดตั้งจะเหมือนระบบ Analog ทำให้ผู้ที่ใช้ระบบ Analog เดิมสามาถเปลี่ยนเป็นระบบ AHD ได้อย่างง่ายดาย แต่เรื่องความคมชัดยังไม่สามารถสู้กล้องวงจรปิด IP ได้เพราะตอนนี้กล้องระบบ AHD มีความละเอียดแค่ 2M ในขนาดที่กล้อง IP มีความละเอียดสูงกว่ามาก แต่ถ้าเทียบในราคาเท่ากันกล้องวงจรปิด AHD ย่อมคุ้มค่ากว่าสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการความละเอียดสูงมากนัก

ชุดคลุมท้องทำงานเพื่อว่าที่คุณแม่ในบทบาท Working women

เพราะคุณแม่ยุคไฮเทคเป็นคุณแม่ที่อยู่ในบทบาท Working women เสียส่วนใหญ่ และยังคงต้องแบกครรภ์ไปทำงานด้วย ทำให้การแต่งตัวเป็นอะไรที่สำคัญ ซึ่งชุดคลุมท้องทำงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหรับคุณแม่กลุ่มนี้ มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะชุดเดรสคลุมท้องที่ออกแบบมาในสไตล์ของแต่ละคน

เดรสคอเชิ้ต

ปัจจุบันชุดคลุมท้องในรูปแบบของเดรสมีความหลากหลายมาก สำหรับคนทำงานก็มีแบบคอเชิ้ตเป็นหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ มีหลากหลายแบบให้เลือกทั้งผ้าพื้น ผ้าลาย ช่วยให้ว่าที่คุณแม่ดูทะมัดทะแมง เหมาะกับคนทำงานแถมยังสุภาพเรียบร้อยหรือถ้าจะเลือกแบบอื่นนอกจากคอเชิ้ต ลองเป็นคอปกตลบหรือคอกลม ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อเดียวกันกับเสื้อเชิ้ต ใส่โบว์ประดับเล็กๆ ที่เอว ก็สุภาพเรียบร้อยไปอีกแบบ

เดรสชีฟอง

เดรสชีฟอง ผ้าบางเบาสวยๆ ที่มีในรูปของชุดคลุมท้องให้เลือกเช่นกัน เป็นอีกหนึ่งแบบแนะนำสำหรับคนทำงานที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เดรสชีฟองสวมใส่ง่ายได้ทุกโอกาส เป็นการเป็นงานได้อย่างไม่ขัด ให้ทั้งความสุภาพอ่อนหวานและยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้ดูภูมิฐานได้ในหลายๆ ครั้ง ด้วยเนื้อผ้าที่ดูบางเบายังช่วยให้ร่างกายดูพริ้วไหว อำพรางรูปร่างหรือหุ่นคุณแม่ได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย

เดรสลูกไม้

อีกหนึ่งรูปแบบชุดคลุมท้องที่ดูดีไม่แพ้ใครกับเดรสลูกไม้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าลูกไม้มาตัดเป็นชุดทั้งชุดหรือจะเป็นการประดับตกแต่งด้วยลูกไม้บางแห่งก็ตามแต่ ล้วนเหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องสวมใส่ไปทำงานประจำวันทุกแบบ ผ้าลูกไม้ยังให้ความสุภาพเรียบร้อยและช่วยเสริมบุคลิกภาพได้ดีทีเดียว

เสื้อ + กางเกง

เดี๋ยวนี้เสื้อผ้าสำหรับคลุมท้องไม่ได้มีแค่เดรสเท่านั้นและกางเกงก็ไม่ใช่ข้อจำกัดของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อีกต่อไป ให้คุณแม่ทั้งหลายได้แต่งตัวตามแฟชั่นได้แบบหมดห่วง จากคำแนะนำในเรื่องของการสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ควรสวมกางเกงแบบรัดท้อง แต่ให้ไปรัดใต้ท้องแทน ทำให้การสวมใส่เสื้อและกางเกงในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องเลือกเสื้อผ้าที่มีลักษณะปลายบานเพื่อให้คลุมท้องได้และเหลือพื้นที่พอประมาณไม่รัดท้อง ส่วนกางเกงต้องเลือกกางเกงคลุมท้องโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งกางเกงยีนส์ เลคกิ้งและกางเกงอื่นๆ

ชุดเอี๊ยมคลุมท้อง

ชุดเอี๊ยมก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบชุดทำงานที่สามารถใส่คลุมท้องได้ โดยการเลือกเสื้อผ้าคลุมท้องแล้วคลุมด้วยเอี๊ยมคลุมท้องอีกหนึ่งชั้น ให้คุณแม่ได้แต่งตัวตามแฟชั่นได้และกำลังเป็นที่นิยมพอดี ไม่ว่าจะเป็นเอี๊ยมยีนส์ เอี๊ยมผ้าก็สามารถใส่ไปทำงานได้อย่างไม่ขัด
ชุดคลุมท้องไปงานเปิดไหล่ให้คุณแม่ออกงานสังคม

อีกหนึ่งรูปแบบของชุดคลุมท้องเพื่อคุณแม่ได้มีชุดสวยไว้ออกงาน ก็คือชุดออกงานแบบเปิดไหล่ที่ปัจจุบันมีวางจำหน่ายหลายดีไซน์ด้วยกัน ช่วยเสริมภาพลักษณ์คุณแม่ที่ถึงแม้จะมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ทำให้การเข้าสังคมนั้นมีข้อจำกัดเพราะในปัจจุบันมีการออกแบบชุดเปิดไหล่มาเพื่อหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ด้วยขนาดของชุดที่ทำออกมาให้รองรับกับขนาดของท้องที่ใหญ่กว่าคนปกติ แต่ดีไซน์เข้ารูปร่างตามสัดส่วน บางชุดดีไซน์ด้วยผ้าอัดพีทดูสวยหรู เข้ารูปร่างคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์พอดี

การแบ่งประเภทพื้นอีพ็อกซี่

พื้นอีพ็อกซี่ สามารถแบ่งตามประเภทสารละลายเรซินอีพ็อกซี่นั้น Solventและน้ำจะถูกใช้มากที่สุด เนื่องจากตัวมันจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของพื้นอีพ็อกซี่ให้ดีขึ้น เช่น ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ ช่วยเพิ่มหรือยืดเวลาในการใช้งาน “Pot Lift” ซึ่งเมื่อคุณนำสารผสมกันระหว่าง Part-A ตัวเรซินอีพ็อกซี่ผสมกับ Part-B สารเร่งแข็งหรือ “Hardener” แล้ว ปฏิกิริยาการบ่มหรือการเร่งแข็งได้เริ่มขึ้นแล้ว คุณมีเวลาไม่นานนักก่อนที่สีจะเป็นเจลซึ่งจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เวลาขึ้นกับอุณหภูมิและสูตรของแต่ละโรงงานผู้ผลิต คุุณต้องทำการทา กลิ้งหรือปาดให้เสร็จก่อนจะหมดเวลา “pot Lift) เป็นต้น

1. Solvent Based Epoxy

พื้นอีพ็อกซี่ที่ทำการเคลือบเคลือบได้ง่ายที่สุดด้วยการกลิ้งด้วยลูกกลิ้งหรือการทาด้วยแปลง มันมีแนวโน้มที่ใช้งานมากขึ้นสำหรับตลาดที่ต้องการทาสีพื้นเอง เพราะว่ามันมีอายุการใช้งานยาว ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งนานพอที่จะทำให้เราทำเสร็จโดยไม่ต้องรีบเร่งหรือใช้ความชำนาญสูงนัก แต่พวกมันมีข้อด้อยเหมือนกัน เมื่อสีพื้นประเภทนี้ถูกเคลือบทาบนพื้นสารละลายเหล่านี้ก็จะระเหยออกไปเหลือไว้แต่เนื้ออีพ็อกซี่ นั่นเป็นสาเหตุว่าความหนาของฟิล์มสีเปียกมากกว่าฟิล์มสีแห้ง มันเกิดขึ้นเพราะตัวทำละลายไม่ได้เป็นเน้ือเดียวกันกับเรซินอีพ็อกซี่ โดยมากเปอร์เซนต์ของเรซินอีพ็อกซี่จะถูกระบุไว้ใน “Product Data Sheet หรือ TDS) ว่ามีเท่าไหร่เช่น ถ้าสีอีพ็อกซี่ติดฉลากไว้ 50% Solid Cotent นั่นหมายถึงว่าเวลาทีเรานำสีไปทาแล้วหากความหน้าฟิลมเปียก “Wet Film” หนา 700 ไมครอนแล้วหากสีแห้งลงจะได้ฟิล์มแห็ง “Dry Film” หนาประมาณ 300 – 350 ไมครอนเท่านั้น

Solvent Based Epoxy ที่ผู้ใช้งานชอบเลือกมาใช้งานด้วยเหตุผล 2-3 ข้อ เช่น

มันสามารถใช้งานได้ดีในสภาวะอุณหภูมิต่ำ
มันสามารถเคลือบบนพื้นที่ไม่สะอาดที่มีการปนเปื้นด้วยด้วยน้ำมันได้เล็กน้อย
มันสามารถเคลือบบนพื้นที่มีความมันหรือเงาได้
มีความทนทานดีเยี่ยม

แต่มันก็มีปัญหาเหมือนกัน เนื่องจาก Solvent มีค่า VOC’s (Volatile Organic Compound) เป็นองค์ประกอบมันจะถูกปล่อยออกมาเมื่อฟิล์มสีเริ่มกระบวนการแห้ง และที่สำคัญเราไม่สามารถใช้งานได้ในพื้นที่อับ หรือที่ที่มีการไหลเวียนอากาศไม่ เพราะ Solvent จะระเหยออกมาจำวนมากจะเกิดเป็น Fume ที่มีกลิ่นเหม็น อันตรายและสามารถลุกติดไฟได้

เนื่องจาก VOC’s มีการห้ามใช้หรือกำหนดปริมาณสูงสุดที่มีได้ ในบางประเทศห้ามให้ใช้งานหรือถ้าใช้ได้ต้องลดปริมาณลง แต่ไม่เป็นผลเพราะว่าไม่มีสารละลายตัวอื่นละลายตัวอื่นละลายเรซินอีพ็อกซี่ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะนำมาใช้ แต่สำหรับประเทศไทยเรา ยังไม่มีกฎหมายตัวนี้มาบังคับการใช้งาน เรายังสามารถใช้งานได้ ดังนั้นบางประเทศไดทำการพัฒนาตัว Water Based Epoxy ขึ้นมาใช้งานแทน

2. Water Based Epoxy

Water Bsed Epoxy ถูกพัฒนาขึ้นมาทดแทนการใช้งานตัว Solvent เนื่องจากเรื่อง VOC’s Content, การเกิด Fume เมื่อใช้งาน กลื่นเหม็นและการรักษาสิ่งแวดล้อม พื้นอีพ็อกซี่ สูตรน้ำบางสูตรมีความทนทานมากกว่าเดิมมาก มีการพัฒนาความสามารถในการเคลือบบนพื้นคอนกรีตที่มีอายุประมาณ 1 อาทิตย์ได้ด้วย และที่สำคัญที่สุด มันสามารถใช้งานเป็นตัวกันความชื้น “Moisture Barrier” เพื่อป้องกันการเกิด hudroststic pressure transmission ได้ นั่นเราจึงได้พบว่าทำไมจึงมีสูตรสี Epoxy Primer ทีเป็นสูตรน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก

3. Solvent-Free Epoxy (100% solid content Epoxy)

พื้นอีพ็อกซี่แบบ Solvent-Free หรือ 100% Solid Content ไม่ไช่ทั้ง Solvent หรือ Water Based ด้วยเหตุนี้พื้นประเภทนี้จึงสามารถทำความหนาฟิล์มสีได้มากกว่า เพราะไม่มีส่วนไหลระเหยออกไปจากฟิล์มสีเลย แต่เนื้อสีจะกลายเป็นฟิล์มสีทั้งหมด ดังนั้นมันจึงสามารถทำความหนาได้สูง ซึ่งบางผู้ผลิตสีสามารถทได้ประมาณ 10 มิลลิเมตรเลนที่เดียว และทีสำคัญมันไม่มีการปล่อยสาร VOC’s ออกสู่สิ่งแวดล้อม

พื้นอีพ็อกซี่ประเภทนี้ถูกนำไปทำพื้นโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมันมีคุณสมบัติเด่นเรื่อง การทนทานต่อการขัดถู ทนทานต่อสารเคมีและกรด-ด่งได้ดีกว่า water based ซึ่งเมื่อดูเรื่องการใช้งานในรูปแบบหลายๆแบบแล้วพบว่า Solvent-Free มีความทนทานต่อการใช้งานสูงสุดเมื่อเทียบกันกับSolvent และ Water Based Epoxy

แต่พื้นประเภทนี้ก็มีข้อด้อยเหมือนกัน คือมันทำการติดตั้งยาก การความคุมความหนาทำได้ลำบากจะให้เท่ากันทั้งหมด และที่สุดคือ มันมี Pot lift สั้น คือประมาณ 30-40 นาที เท่านั้น ซึ่งขึ้นกับอุณภูมิห้องขณพะทำงานด้วย ดังนั้นการเคลือบสีพื้นอีพ็อกซี่ประเภทนี้ต้องอาศัยช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น จึงจะทำการเคลือบสีนี้ได้ การติดตั้งก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการที่บริษัทผู้ผู้ผลิตแนะนำมาอย่างเคร่งคัด จึงจะไดพื้นที่มีคุณภาพ

เมื่อพิจารณาเรื่องราแล้วพบว่า Solvent-Free มีราคาแพงกว่าตัวอื่น แต่เมื่อเปรียบเทียบความหนาที่ได้และความทนทานต่อการใช้งานที่เพิ่มขึ้น จะพบว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุน เราพบว่า พื้นอีพ็อกซี่แบบ Solvent ทำการเคลือบพื้นได้เพียงรอบเดียวและามารถทำความหนาได้ 300 ไมครอน ส่วน water based สามารถเคลือบได้หลายรอบแต่ก็ไม่สามารถทำความหนาได้เท่าตัว Solvent-Free, 100% solid content

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติของพื้นอีพ็อกซี่ต้องแน่ใจว่าเราได้อ่านตัว Product Data Sheet หรือ TDS ของมัน ซึ่งเารขอกับทางผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตหรือโหลดเองทางอินเทอเน็ตได้ เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวจะบอกถึงองค์ประกอบ คุณสมบัติ การใช้งาน และการดูแลรักษาไว้ครบ ดังนั้นแล้วให้คุณผู้อ่านได้อ่านและเปรียบเทียบกัน แล้วท่านค่อยทำการตัดสินใจเลือกประเภท พื้นอีพ็อกซี่

เมื่อจะเข้าสู่ยุค Machine Learning นักการตลาดจะปรับตัวอย่างไร

ในยุคที่ Machine Learning กำลังมาแรงเช่นนี้ เครื่องจักรที่มีความคิดเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นผู้ช่วยสุดฉลาด และเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาช่วยทำงานของมนุษย์ต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้น สิ่งหนึ่งเครื่องจักรพวกนี้จะมาช่วยได้นั้นคือ Customer Journey นั้นเอง เพราะ Customer Journey นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีรูปแบบที่หลากหลาย มีข้อมูลที่เกิดขึ้นจำนวนมากใน Journey ที่เกิดขึ้นมา ยิ่งในยุคนี้ที่นักการตลาดอยากทำ Personalised Marketing กับกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งความยากที่จะเข้าใจถึงขนาดสร้างข้อมูลของแต่ละคนได้นี้ด้วยพลังของมนุษย์นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อใช้ Machine Learning นั้นจกลายเป็นเรื่องง่ายทันที

ยุคนี้ที่ Customer Journey นั้นมีความสำคัญอย่างมากที่นักการตลาดจะต้องเข้าใจ การที่จะทำ Personalised Marketing ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนผ่าน Customer Journey จึงเป้นที่ต้องการจะทำให้เกิดขึ้นอย่างมาก แต่จะทำอย่างไรให้การตลาดแบบนี้เกิดขึ้นได้ นั้นคือการมองย้อนไปในอดีตที่เพิ่งมีอินเทอร์เนตกัน ในการทำให้แบรนด์เข้าไปปรากฏในชีวิตผู้บริโภค หรือทำให้ระบบนั้นแนะนำแบรนด์ของเราขึ้นมาให้ได้ ในยุคนั้นที่อินเทอร์เนตยังเล็กอยู่ และมีหน้าเว็บเพจง่าย ๆ และผังที่จะทำให้เจอในแต่ละเว็บ เมื่อมี Search เกิดขึ้นมา เว็บก็เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น จนถึงมี Programmatic ในยุคนี้ และ Machine Learning ที่กำลังเป็นอนาคตในต่อไป หรือการใช้ People based Marketing platform ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ทำให้เราสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและใช้ข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมากก่อนในอดีต รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทำให้ยุคนี้เราสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นในลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละคนได้เลยเมื้อเริ่มใช้ Data เหล่านี้เข้ามาจัดการการตลาดของเรา

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาเลยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ Customer Journey เพราะ Paid Media, SEO ไม่ได้สร้าง Customer Journey แต่ Customer Journey นั้นเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตของผู้บริโภค ที่ดีไซน์เอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าผู้บริโภคต้องเจออะไรบ้างทั้ง Physical และ Digital ขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เองเป็นที่โอกาสทางการตลาดนั้นรออยู่ เพราะด้วยการสร้างประสบการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมานี้ด้วย Data ที่ได้มาสามารถสร้างประสบการณ์ที่เจาะจงลงไปได้อีก ซึ่งในที่นี้ยุคนี้เรายิ่งหมายถึง Content และ Interaction ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในอนาคตที่ Content และ Interaction ที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีประโยชน์และ Persernalised กับผู้บริโภคอย่างมาก ในหลักการคือ Content Mass นั้นยังมีอยู่และทุกคนนั้นเจอได้ แต่เมื่อเจาะจงลงไปทุกคนย่อมต้องเจอ Content ที่ถูกสร้างมาเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ เพื่อทำให้ประสบการณ์นั้นดีขึ้นให้มากที่สุดในแต่ละคน และทำให้การตลาดนั้นดีขึ้นมาด้วย

การสร้างประสบการณ์ด้วย Content ที่สร้างมาจากการใช้ข้อมูลเป้าหมายที่มีคุณภาพและเพิ่มความเป็น Persernalised เข้าไปจะทำให้เกิดการแชร์ และการปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเพื่อที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายเช่นนี้ การทำงานของ Machine Learning จึงจำเป้นต้องเข้ามามีบทบาทที่เกี่ยวข้องในการที่จะสร้าง Content หรือประสบการณ์ของแต่ละคนขึ้นมา หรือ Platform ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละคนชอบอะไรแล้วจึงป้อนข้อมูลที่ชอบให้กับคน ๆ นั้น ยกตัวอย่างเช่น Facebook ที่ใช้ Machine learning ในการเรียนรู้ว่าคนชอบอะไร และทำให้หน้า feed มีแต่เรื่องทีชอบ หรือ Spotify และ Netflix ที่รู้ว่าเราชอบฟังอะไรและดูอะไรก็ป้อนสิ่งที่เราชอบเข้ามา ทั้งนี้นักการตลาดต้องเรียนรู้ว่าทำอย่างไรที่ Machine Learning พวกนี้จะสนใจการตลาดของเราจนเอาไปแนะนำบอกต่อได้ ซึ่งนักการตลาดสามารถทำได้ดังนี้

1. ใช้ข้อมูลของเป้าหมายที่มีทั้งหมดจากทุกช่องทาง มาทำการวางเป้าหมายในทุก Platform

2. ใช้ข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ผสานกันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นใน insight และพฤติกรรมของเป้าหมายเพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดต่อไปได้

3. สร้าง Personalized Content ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ที่ผสมกับ Content ที่เป้าหมายอยากรู้ อยากได้ เพื่อทำให้แบรนด์นั้นเข้าไปปรากฏอยู่ในชีวิตของเป้าหมาย

4. ดูพฤิตกรรมของเป้าหมายย้อนกลับไป สร้าง ID ของเป้าหมายแต่ละคนเอาไว้ เพื่อวางแผนว่าแต่ละ ID ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเจอ End to End Experience อย่างไรขึ้นมา

ทั้งนี้ยุคหน้าทุกอย่างจะเชื่อมกับระบบการเรียนรุ้ของหุ่นยนต์หมด การที่นักการตลาดต้องเข้าใจว่าหุ่นยนต์ทำงานเพื่อตอบสนองเป้าหมายอย่างไรในการตลาดนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ในหลาย ๆ ที่นั้นยังไม่เข้าใจในเรื่องการใช้ข้อมูล หรือใช้ข้อมูลไม่เป็นเลย ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็อาจจะทำให้ทำการตลาดไม่ทันคู่แข่งเสียแล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้ในการเริ่มเอาข้อมูลมาทำการตลาดในระบบ Persernalised ในการที่จะเจาะเป้าหมายแต่ละคนผ่าน Machine Learning นี้

ติดตาม MarketingOops!

“เสื้อยืด” ที่ใส่ยังไง๊…ยังไงก็คูล

“เสื้อยืด” ที่ใส่ยังไง๊…ยังไงก็คูล เพราะสามารถแมทช์ได้กับทุกสไตล์ แถมน่ามองทุกลุคเลย

ไปเริ่มกันที่เสื้อยืดแบบแรกที่เป็น “อมตะนิรันดร์กาล” คือ “เสื้อยืดสีขาว” จะแบบขาวล้วน แบบมีลายปริ๊น แบบโอเวอไซส์ แขนสั้น แขนยาว แขนสามส่วน เพราะมันสามารถแมทช์ได้ทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนขายาวทุกแบบและทุกสี รวมถึงกางเกงยีนขาสั้นแฟชั่นทุกสไตล์ รับรองใส่แล้วคูลสุดๆ

ตามมาด้วย “เสื้อยืดสีสดใส” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้สามารถเลือกใส่ได้ทุกสี ตามใจชอบเลย ได้หมดถ้าสดชื่น

“เสื้อยืดแบบครอป” อวดหน้าท้องแบนราบก็ยังฮิตอยู่ ถ้าสาวๆ คนไหนมั่นหน้าท้องก็สวมใส่กันเลย โดยเฉพาะแมทช์กับกางเกงยีนขาดๆ ขาสั้นยิ่งแซ่บเวอร์ ขอแนะนำว่าใส่หมวกแก๊ปเพิ่มเข้าไปด้วยจะยิ่งเท่หนักเลยจ้า…

ลุคที่สบายที่สุดเห็นจะเป็นลุคนี้ “เสื้อยืดแขนกุด” แมทช์กับกางเกงขาสั้นและกระโปรง

ปิดท้ายด้วยลุคที่ใครแต่งก็ผ่าน คือ “เสื้อยืดลายขวางขาวดำ” หากแมทช์ดี…เกิดได้เลยนะคะ

เชื่อว่าแฟชั่น “เสื้อยืด” เซ็ตนี้จะช่วยให้สาวๆ สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์การแต่งตัวในวันเบาๆ สบายๆ แบบนี้ได้อย่างลงตัวนะคะ

ประเภทของสัญญาณกันขโมย

สัญญาณกันขโมย มีหลากหลายประเภท ซึ่งประเภทหลักๆก็คือ แบบไร้สาย และแบบใช้สายไฟ สามารถใช้ติดตั้งกับอุปกรณ์หรือสถานที่ต่างๆได้ มีหลากหลายขนาดให้เลือกใช้งาน ความแตกต่างของอุปกรณ์ทั้งสองแบบนั้นมีดังต่อไปนี้

สัญญาณกันขโมยแบบใช้สายไฟ จะมีสายไฟที่คอนเน็คท์การทำงานของตัวอุปกรณ์ เพื่อส่งสัญญาณไปเครื่องรับสัญญาณ โดยจะมีอุปกรณ์กระจายเสียงด้วย อุปกรณ์แบบที่มีสายไฟนั้นจะมีความแม่นยำในการส่งสัญญาณเป็นอย่างมาก เพราะว่าเชื่อมต่อกับสายไฟโดยตรง ทำให้ตรวจจับสัญญาณได้อย่างแม่นยำ ค่าบำรุงรักษาก็ถูก แต่ว่ากาติดตั้งค่อนข้างจะลำบาก เพราะว่าต้องใช้สายไฟจำนวนมากและต้องฝังตามจุดต่างๆ หากว่ามีปัญหาแล้วต้องตรวจสอบ ก็จะทำการแก้ไขลำบากมากขึ้นสำหรับการติดตั้งสายแบบฝัง แต่หากว่าติดตั้งสายภายนอก จะสามารถแก้ไขได้ง่ายกว่า
สัญญาณกันขโมยแบบไร้สาย จะมีซิสเต็มต่างๆที่คล้ายกับระบบที่ใช้สายไฟ แต่การคอนเน็คท์นั้นจะไม่ต้องใช้สายไฟ ซึ่งจะใช้สัญญาณวิทยุแทน พร้อมกระตุ้นการทำงานให้เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ อุปกรณ์แบบไร้สายนั้นจะติดตั้งได้ง่ายมากๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินสายไฟ ใครที่อยากติดตั้งสัญญาณกันขโมยในบ้านแบบเน้นความสะดวกและความรวดเร็วนั้น ก็ต้องติดตั้งแบบนี้จะดีที่สุด แต่ว่าข้อเสียของอุปกรณ์แบบไร้สายก็มีเช่นกันคือ บางทีคลื่นวิทยุที่ส่งสัญญาณนั้นอาจะถูกรบกวน ทำให้ไม่สามารถกระจายสัญญาณได้ ยกเว้นติดตั้งสัญญาณกระจายทั่วรอบบ้าน จะสามารถช่วยจับสัญญาณได้ง่ายขึ้น แต่จริงๆแล้ว สัญญาณกันขโมยแบบระบบไร้สาย การบำรุงรักษาก็ค่อนข้างที่จะยากกว่า เพราะว่ามันต้องใช้ตัวแบตเตอรี่ในการกระจายสัญญาณ ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยๆ เครื่องส่งสัญญาณก็จะไม่ทำงานเช่นกัน แถมราคาก็ค่อนข้างสูงกว่าระบบแบบใช้สายไฟด้วย การติดตั้งอุปกรณ์แบบไร้สาย จึงเน้นติดตั้งในพื้นที่จำกัดเท่านั้น ไม่เน้นติดตั้งในพื้นที่กว้างๆ

สำหรับการติดตั้งสัญญาณกันขโมยนั้น เรียกว่ามันก็ช่วยป้องกันทรัพย์สินของคุณได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งภายในอาคาร ภายนอกอาคาร การติดตั้งรถยนต์ การติดตั้งรถมอเตอร์ไซค์ ก็จะยืดระยะเวลาที่คนร้ายนั้นจะเอาไปได้ เพราะว่าเมื่อเสียงส่งสัญญาณ แน่นอนว่ามันก็ทำให้คนร้ายไหวตัวในการโจรกรรม ทำให้ทรัพย์สินของเรายังคงปลอดภัยในอัตราที่สูงกว่าการที่ไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณกันขโมยแน่นอน ยิ่งในสมัยนี้แล้วอุปกรณ์บางรุ่นพัฒนามาได้เป็นอย่างดี ครอบคลุมการใช้งานได้ในระยะไกล แจ้งเตือนรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบการเคลื่อนไหวได้ ความเสถียรสูง หากติดตั้งไว้ก็จะช่วยคุณป้องกันทรัพย์สินไม่ให้หาย และมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยแน่นอน

ประมาณรายชื่อแขก และงบประมาณในการจัดงานในการเตรียมสถานที่จัดงานแต่งงาน

ประมาณรายชื่อแขก และงบประมาณในการจัดงานในการเตรียมสถานที่จัดงานแต่งงาน

ลิสต์รายชื่อแขกตามลำดับความสัมพันธ์
เริ่มจากการกำหนดรายชื่อพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจากนั้นลิสต์รายชื่อแขกตามลำดับชั้นของแต่ละคนลงไป เช่น เริ่มจากพ่อแม่ของเจ้าสาวแล้วลงรายชื่อของแขกคนต่อไปตามลำดับความสัมพันธ์อย่างเช่น พ่อเจ้าสาว-คุณปู่คุณย่า แม่เจ้าสาว ?คุณตาคุณยาย โดยลิสต์รายชื่อตามลำดับความสัมพันธ์ในจำนวนที่ไม่เกินสัดส่วนที่กำหนดเอาไว้ เช่น กำหนดสัดส่วนแขกของฝั่งผู้ใหญ่เจ้าสาวเอาไว้ที่ 25 % ก็ จัดทำรายชื่อให้ครบตามจำนวนของสัดส่วนที่กำหนด

คัดเลือกแขกรับเชิญให้เหมาะสม

บางครั้งเมื่อลิสต์รายชื่อออกมาแล้วว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวอาจพบว่ามีจำนวนแขกที่ต้องเชิญเกินกว่าที่จะดูแลได้ ดังนั้นจึงต้องมีการคัดรายชื่อแขกที่สำคัญจริงๆมาร่วมงาน เช่น หากไม่แน่ใจว่าจะเชิญใครสักคน ก็อาจถามตัวเองว่าได้พูดคุยหรือติดต่อกับเขาในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ไหม หากความสัมพันธ์ค่อนข้างห่างเหินก็อาจจำเป็นต้องตัดรายชื่อออกเพื่อให้ได้จำนวนแขกที่คุณสามารถดูแลได้ดีที่สุด
การจัดทำรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงานเป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของการวางแผนแต่งงาน เพื่อที่คุณจะได้นำมาเป็นแนวทางกำหนดงบประมาณงานแต่ง และมีเวลาทบทวนรายชื่อว่าไม่ได้ขาดรายชื่อแขกคนสำคัญคนไหนไป

กำหนดจำนวนแขกที่สามารถดูแลได้
เชื่อว่าถ้าเป็นไปได้คู่บ่าวสาวก็อยากจะเชิญชวนคนทั้งโลกมาเป็นสักขีพยานในวันแห่งความสุขของคุณ แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณทำได้เพียงแค่การเชิญแขกที่ทั้งคู่สามารถให้การต้อนรับและดูแลได้อย่างทั่วถึงเท่านั้น ดังนั้นก่อนอื่นให้ทำการกำหนดจำนวนแขกคร่าวและจัดแบ่งประเภทของแขกที่มาร่วมงานออกเป็นสัดส่วน อย่างเช่น จำนวนเพื่อนของคู่บ่าวสาวที่ต้องการเชิญมาในงานประมาณ 50 % แขกของพ่อแม่ของแต่ละฝ่ายข้างละประมาณ 25 % ที่เหลือคือบุคคลอื่นๆที่คิดว่าต้องการเชิญมาร่วมงาน อย่างเช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานของแต่ละฝ่าย อาจารย์ที่เคารพรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หรือบุคคลที่เคารพและมีความสนิทสนมเป็นพิเศษ

การเลือกกลิ่นของสบู่ให้โรงงานสบู่ผลิต

การผลิตสบู่ในแบรนด์ของตนเองนับเป็นวิธีการที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ได้มีโอกาสสร้างรายได้เสริมแล้ว ยังเป็นการเริ่มต้นธุรกิจของตนเองได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มต้นผลิตสบู่หรือสร้างแบรนด์สบู่ การเลือกกลิ่นของสบู่ให้โรงงานผลิตสบู่คืออีกหนึ่งขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญ และการเลือกกลิ่นสบู่นั้นมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.เลือกกลิ่นผลไม้

กลิ่นผลไม้นับเป็นอีกกลิ่นที่น่าสนใจและควรลองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผลไม้จะช่วยในด้านการให้ความสดชื่นเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เป็นลูกค้าชื่นชอบความสดชื่นในระหว่างการอาบน้ำอีกด้วย ดังนั้น หากว่าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหากลิ่นหอมเพื่อให้โรงงานสบู่ใช้ผลิต การเลือกกลิ่นผลไม้นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากที่สุด

2.เลือกกลิ่นดอกไม้

กลิ่นดอกไม้เป็นอีกกลิ่นหนึ่งที่หลาย ๆ คนควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความหอมอันเหมาะสำหรับผู้หญิงแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นหอมนี้มีความน่าประทับใจอีกด้วย สำหรับผู้ที่กำลังมองหากลิ่นหอมของดอกไม้เพื่อใช้ในการผลิตสบู่ การเลือกกลิ่นจำพวกดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว เช่น กลิ่นกุหลาบ กลิ่นลิลลี่ คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด

3.กลิ่นหอมอ่อน ๆ

กลิ่นหอมอ่อน ๆ นับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคชื่นชอบ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ที่ใช้สบู่ชื่นใจแล้ว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ยังแสดงถึงการใช้สารเคมีที่ไม่มากเกินไปนั่นเอง

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องการกลิ่นสบู่หอม ๆ เพื่อให้โรงงานผลิตสบู่ การเลือกผลิตสบู่ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้จะทำให้สบู่ของคุณได้รับความนิยมอย่างแน่นอน

Facebook เผยปุ่ม Reaction ที่คนไทยใช้มากที่สุด

นับตั้งแต่ Facebook เปิดตัวปุ่ม Reactions ต่างๆ ก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดี ล่าสุด Facebook ได้ประกาศว่า ตอนนี้ผู้ใช้ Facebook ได้ใช้ปุ่ม Reactions กว่า 2,000 ล้านครั้งแล้ว นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะส่ง Reactions ในความหมายเชิงบวก เช่น รัก หรือยิ้ม มากกว่าการส่งในเชิงลบอย่างเศร้า หรือโกรธ

ผู้ใช้ปุ่ม Reactions ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ซึ่งมีอัตราการใช้สูงกว่ากลุ่มที่อายุ 25 ปีขึ้นไปถึง 2 เท่า และมักจะใช้ระหว่างสนทนาแบบกลุ่มมากกว่าการคุยส่วนตัว แต่ถ้าเป็นปุ่ม Love จะใช้แบบคุยส่วนตัวมากกว่า และส่วนวันที่มีการใช้ปุ่ม Reactions มากที่สุดคือ วันพุธ

ทั้งนี้ ปุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Love เมื่อแบ่งออกเป็นประเทศต่างๆ จะพบว่า ผู้ใช้ Facebook ในไทย ก็ใช้ Love มากที่สุดเช่นกัน

ที่มา:http://www.adweek.com/digital/facebook-messenger-2-billion-reactions/