คลังเก็บหมวดหมู่: ทั่วไป

เพิ่มศักยภาพของธุรกิจด้วยปลดล็อกข้อมูล

คุณรู้หรือไม่? การเรียกดูข้อมูลแบบ Real time ถือเป็นมิติใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ ได้โดยสิ้นเชิง จากการใช้กลยุทธ์ทำเลที่ตั้ง องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากทั้งลูกค้าและปัจจัยภายนอกได้ทันท่วงที ทั้งนี้…เมื่อมีการนำข้อมูลธุรกิจผนวกเข้ากับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อาทิ สำนักงานสำมะโนประชากร อาจทำให้เราสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในตลาดทั้งระดับท้องถิ่นและภาพรวมตลาดขนาดใหญ่

จากข้อมูลของบริษัท Planet Fitness of Maryland ซึ่งเริ่มการวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งและฐานที่อยู่ของสมาชิกประจำ โดยให้รหัสสีที่อยู่ของสมาชิกฟิตเนสตามลำดับการเข้าร่วม ก็ทำให้เราเห็นรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่แสดงโอกาสทางการตลาดของบริษัทในการขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของสมาชิก ถือเป็นการยืนยันประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากการสร้างแผนที่เสมือนจริง

ทั้งนี้ ความสำคัญของการผนวกข้อมูล Big Data เข้ากับการวิเคราะห์แบบ Real time จนนำมาสู่กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง จะช่วยให้องค์กรตลอดจนบุคลากรสามารถเห็นแนวทางการบริหารจัดการและหาคำตอบสนับสนุนการตัดสินใจในทุกๆ วัน รวมถึงสามารถปรับและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีและรวดเร็วขึ้นจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ สามารถเข้าใจการบริหารจัดการงานในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารสามารถลดความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จากการเข้าถึงข้อมูลและวางแผนอนาคตทางธุรกิจอีกด้วย

Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มที่นักการตลาดเลือกลงทุนด้วยมากที่สุด

จากผลสำรวจของ Hanapin Marketing เผยว่า Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์ม Social Media ที่ได้รับความนิยมจากนักการตลาดทั่วโลก ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว เป็นการเก็บข้อมูลจากนักการตลาดจาก 164 แบรนด์ที่มีงบประมาณการทำตลาดใน Social Media โดย 93% เลือกใช้ Facebook เป็นช่องทางการทำตลาด และซื้อโฆษณา ตามมาด้วย LinkedIn 57%, Twitter 51%, Pinterest 28%, และ Snapchat 19%

นอกจากนี้ นักการตลาด 71% บอกว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า พวกเขามีแผนที่จะซื้อโฆษณาบน Facebook เพิ่มขึ้น และแพลตฟอร์มที่คาดว่าจะลดงบประมาณในการซื้อโฆษณาลงคือ Twitter ส่วนแพลตฟอร์มที่ยังทรงตัวอยู่เหมือนเดิม (ไม่เพิ่มหรือลด) คือ Snapchat

ที่มา: MarketingOops!

เมื่อจะเข้าสู่ยุค Machine Learning นักการตลาดจะปรับตัวอย่างไร

ในยุคที่ Machine Learning กำลังมาแรงเช่นนี้ เครื่องจักรที่มีความคิดเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นผู้ช่วยสุดฉลาด และเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่จะมาช่วยทำงานของมนุษย์ต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้น สิ่งหนึ่งเครื่องจักรพวกนี้จะมาช่วยได้นั้นคือ Customer Journey นั้นเอง เพราะ Customer Journey นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีรูปแบบที่หลากหลาย มีข้อมูลที่เกิดขึ้นจำนวนมากใน Journey ที่เกิดขึ้นมา ยิ่งในยุคนี้ที่นักการตลาดอยากทำ Personalised Marketing กับกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งความยากที่จะเข้าใจถึงขนาดสร้างข้อมูลของแต่ละคนได้นี้ด้วยพลังของมนุษย์นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อใช้ Machine Learning นั้นจกลายเป็นเรื่องง่ายทันที

ยุคนี้ที่ Customer Journey นั้นมีความสำคัญอย่างมากที่นักการตลาดจะต้องเข้าใจ การที่จะทำ Personalised Marketing ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนผ่าน Customer Journey จึงเป้นที่ต้องการจะทำให้เกิดขึ้นอย่างมาก แต่จะทำอย่างไรให้การตลาดแบบนี้เกิดขึ้นได้ นั้นคือการมองย้อนไปในอดีตที่เพิ่งมีอินเทอร์เนตกัน ในการทำให้แบรนด์เข้าไปปรากฏในชีวิตผู้บริโภค หรือทำให้ระบบนั้นแนะนำแบรนด์ของเราขึ้นมาให้ได้ ในยุคนั้นที่อินเทอร์เนตยังเล็กอยู่ และมีหน้าเว็บเพจง่าย ๆ และผังที่จะทำให้เจอในแต่ละเว็บ เมื่อมี Search เกิดขึ้นมา เว็บก็เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น จนถึงมี Programmatic ในยุคนี้ และ Machine Learning ที่กำลังเป็นอนาคตในต่อไป หรือการใช้ People based Marketing platform ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ทำให้เราสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและใช้ข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมากก่อนในอดีต รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทำให้ยุคนี้เราสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นในลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละคนได้เลยเมื้อเริ่มใช้ Data เหล่านี้เข้ามาจัดการการตลาดของเรา

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาเลยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ Customer Journey เพราะ Paid Media, SEO ไม่ได้สร้าง Customer Journey แต่ Customer Journey นั้นเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตของผู้บริโภค ที่ดีไซน์เอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าผู้บริโภคต้องเจออะไรบ้างทั้ง Physical และ Digital ขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เองเป็นที่โอกาสทางการตลาดนั้นรออยู่ เพราะด้วยการสร้างประสบการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมานี้ด้วย Data ที่ได้มาสามารถสร้างประสบการณ์ที่เจาะจงลงไปได้อีก ซึ่งในที่นี้ยุคนี้เรายิ่งหมายถึง Content และ Interaction ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในอนาคตที่ Content และ Interaction ที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีประโยชน์และ Persernalised กับผู้บริโภคอย่างมาก ในหลักการคือ Content Mass นั้นยังมีอยู่และทุกคนนั้นเจอได้ แต่เมื่อเจาะจงลงไปทุกคนย่อมต้องเจอ Content ที่ถูกสร้างมาเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ เพื่อทำให้ประสบการณ์นั้นดีขึ้นให้มากที่สุดในแต่ละคน และทำให้การตลาดนั้นดีขึ้นมาด้วย

การสร้างประสบการณ์ด้วย Content ที่สร้างมาจากการใช้ข้อมูลเป้าหมายที่มีคุณภาพและเพิ่มความเป็น Persernalised เข้าไปจะทำให้เกิดการแชร์ และการปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเพื่อที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายเช่นนี้ การทำงานของ Machine Learning จึงจำเป้นต้องเข้ามามีบทบาทที่เกี่ยวข้องในการที่จะสร้าง Content หรือประสบการณ์ของแต่ละคนขึ้นมา หรือ Platform ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละคนชอบอะไรแล้วจึงป้อนข้อมูลที่ชอบให้กับคน ๆ นั้น ยกตัวอย่างเช่น Facebook ที่ใช้ Machine learning ในการเรียนรู้ว่าคนชอบอะไร และทำให้หน้า feed มีแต่เรื่องทีชอบ หรือ Spotify และ Netflix ที่รู้ว่าเราชอบฟังอะไรและดูอะไรก็ป้อนสิ่งที่เราชอบเข้ามา ทั้งนี้นักการตลาดต้องเรียนรู้ว่าทำอย่างไรที่ Machine Learning พวกนี้จะสนใจการตลาดของเราจนเอาไปแนะนำบอกต่อได้ ซึ่งนักการตลาดสามารถทำได้ดังนี้

1. ใช้ข้อมูลของเป้าหมายที่มีทั้งหมดจากทุกช่องทาง มาทำการวางเป้าหมายในทุก Platform

2. ใช้ข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ผสานกันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นใน insight และพฤติกรรมของเป้าหมายเพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดต่อไปได้

3. สร้าง Personalized Content ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง ที่ผสมกับ Content ที่เป้าหมายอยากรู้ อยากได้ เพื่อทำให้แบรนด์นั้นเข้าไปปรากฏอยู่ในชีวิตของเป้าหมาย

4. ดูพฤิตกรรมของเป้าหมายย้อนกลับไป สร้าง ID ของเป้าหมายแต่ละคนเอาไว้ เพื่อวางแผนว่าแต่ละ ID ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเจอ End to End Experience อย่างไรขึ้นมา

ทั้งนี้ยุคหน้าทุกอย่างจะเชื่อมกับระบบการเรียนรุ้ของหุ่นยนต์หมด การที่นักการตลาดต้องเข้าใจว่าหุ่นยนต์ทำงานเพื่อตอบสนองเป้าหมายอย่างไรในการตลาดนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ในหลาย ๆ ที่นั้นยังไม่เข้าใจในเรื่องการใช้ข้อมูล หรือใช้ข้อมูลไม่เป็นเลย ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็อาจจะทำให้ทำการตลาดไม่ทันคู่แข่งเสียแล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้ในการเริ่มเอาข้อมูลมาทำการตลาดในระบบ Persernalised ในการที่จะเจาะเป้าหมายแต่ละคนผ่าน Machine Learning นี้

ติดตาม MarketingOops!

Facebook เผยปุ่ม Reaction ที่คนไทยใช้มากที่สุด

นับตั้งแต่ Facebook เปิดตัวปุ่ม Reactions ต่างๆ ก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดี ล่าสุด Facebook ได้ประกาศว่า ตอนนี้ผู้ใช้ Facebook ได้ใช้ปุ่ม Reactions กว่า 2,000 ล้านครั้งแล้ว นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะส่ง Reactions ในความหมายเชิงบวก เช่น รัก หรือยิ้ม มากกว่าการส่งในเชิงลบอย่างเศร้า หรือโกรธ

ผู้ใช้ปุ่ม Reactions ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ซึ่งมีอัตราการใช้สูงกว่ากลุ่มที่อายุ 25 ปีขึ้นไปถึง 2 เท่า และมักจะใช้ระหว่างสนทนาแบบกลุ่มมากกว่าการคุยส่วนตัว แต่ถ้าเป็นปุ่ม Love จะใช้แบบคุยส่วนตัวมากกว่า และส่วนวันที่มีการใช้ปุ่ม Reactions มากที่สุดคือ วันพุธ

ทั้งนี้ ปุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Love เมื่อแบ่งออกเป็นประเทศต่างๆ จะพบว่า ผู้ใช้ Facebook ในไทย ก็ใช้ Love มากที่สุดเช่นกัน

ที่มา:http://www.adweek.com/digital/facebook-messenger-2-billion-reactions/

วิธีที่จะทำคอนเทนต์ปังๆ

ปัญหาเรื่องการทำ Content แล้วไม่ปัง ไม่มีคนแชร์ นับว่าเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของเหล่านักสร้างคอนเทนต์อย่างพวกเราๆกันอย่างมาก ยิ่งในยุคที่คอนเทนต์คือพระเจ้าแบบนี้ ในโลกที่ธุรกิจต้องพึ่งพาโซเชียล มีเดีย ไม่ว่าจะว่าเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ กูเกิล และเว็บบล็อกต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดสำหรับสื่อสารและสร้าง Engagement กับลูกค้ายุคใหม่ วันนี้เราจึงวิธีที่จะทำคอนเทนต์ปังๆ ยอดวิวถล่มถลาย คนกดแชร์แน่นอน มาฝากกัน

1. กลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อเริ่มคิดจะเขียน Content ให้ดึงดูดคนเข้ามาอ่าน การเลือกหัวข้อเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการเลือกหัวข้อส่วนใหญ่ก็มักจะขึ้นอยู่กับ Keywords ที่จะใช้ค้นหา ดังนั้นเราต้องดูข้อมูลจากผลสำรวจ Keyword ที่ได้รับความนิยม หรือคนในกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจค้น เราก็สามารถนำมาเขียน Content ที่มีส่วนเฉพาะเจาะจงให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสค้นเจอและกดเข้าไปอ่านในสิ่งที่กำลังสนใจได้

2. สำรวจกระแสบนโลกโซเชียล
การเข้าไปสำรวจดูตามกรุ๊ปต่างๆบนเฟซบุ๊ค และลิงค์อิน ให้พอเห็นกระแสที่คนสนใจหรือมีคำถามเยอะๆ ก็สามารถนำมาเป็นไอเดียเขียน Content ที่คนจะให้ความสนใจได้มากขึ้นด้วย

3. รูปแบบของ Content
รูปแบบของ Content ก็มีส่วนสำคัญที่คนจะสนใจ เพราะถึงแม้เนื้อจะดีคนอยากรู้ แต่ถ้าเขียนออกมาเป็นสารคดียาวยืดก็ยังไม่มีคนกดอ่าน กดแชร์อยู่ดี โดยสามารถพิจารณาเลือกรูปแบบการเขียนได้ตามความเหมาะสม เช่น การเขียนในรูปแบบ List ให้เห็นเป็นข้อๆชัดเจน, เป็นบทความ How to, คลิปวิดีโอ หรือทำเป็นภาพ Infographic ให้เข้าใจง่าย สีสันสวยงามน่ากดแชร์

4. พาดหัวเรียกคนอ่าน
ไม่ว่าจะเขียน Content ลงสื่อไหนๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร โซเชียล มีเดียหรือเว็บบล็อก แต่การเขียน “พาดหัว” ก็ยังจำเป็นต้องให้สะดุดและเตะตาคนอ่านไม่แตกต่างกัน และจะสังเกตเห็นว่า “พาดหัว” และ “ภาพประกอบ” มีความสำคัญไม่ต่างกัน และเป็นจุดสำคัญที่ดึงดูดให้คนกดเข้าไปอ่านที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

5. ข้อมูลต้องเป๊ะ มีที่มา ที่ไป
ต้องแน่ใจว่าแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นดีแท้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงลึกที่คัดกรองมาอย่างดี ภาพหรือสื่อเพื่ออธิบายขั้นตอนของเรื่องให้เข้าใจง่าย ตลอดจนถึงข้อมูลและสถิติที่ยืนยันว่า Content ไม่ได้เขียนขึ้นมาลอยๆ แต่มีข้อมูลที่ยืนยันความเป็นจริงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

6. เก็บรายละเอียดของเนื้อหาได้ครบถ้วนไม่ตกหล่นอะไรไป
เพราะบ่อยครั้งที่เขียนเพลิน แต่สรุปสุดท้ายแล้วเนื้อหาไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่พาดหัวไว้ แต่ก็ควรเขียนให้กระชับ แบ่งพารากราฟให้สั้นลง และแบ่งเป็นข้อๆ หรือทำเป็นซับเฮดให้อ่านได้ง่ายๆ และต้องไม่ลืมตรวจคำผิด และการใช้ภาษาที่ถูกต้องด้วย

7. เพิ่มปุ่มกดไลค์ กดแชร์ อำนวยความสะดวก
ถ้าต้องการให้ Content ของเราโดนใจหรือถูกแชร์มากๆ ก็ควรจะต้องอำนวยความสะดวกเครื่องมือที่จะให้คนกดไลค์ กดแชร์แนบให้ด้วย ซึ่งควรติดตั้งไว้ทุกจุดที่คนจะเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะก่อนเริ่มเข้าสู่เนื้อหา หรือด้านล่างหลังอ่านจบ เพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากกดแชร์

8. การใส่ไฮไลท์ หรือ Mention ถึงผู้ทรงอิทธิพล
การใส่ไฮไลต์ หรือ Mention ถึงผู้ทรงอิทธิพลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก (influencers) ในเรื่องนั้นๆ เพื่อให้ช่วยแชร์หรือ Retweet ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยเรียกความน่าสนใจให้กับ Content ที่คนอยากกดแชร์มากขึ้นอีกเท่าตัว

อย่างไรก็ตามเนื้อหาข้างต้นก็เป็นเพียงข้อแนะนำส่วนหนึ่งในการทำคอนเทนต์ให้ยอดวิวถล่มถลาย มีคนกดไลค์ กดแชร์ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากผู้ทำคอนเทนต์ด้วย เพราะถึงมีพื้นที่นำเสนอ Content ที่ดี แต่ถ้าตัว Content ขาดความดึงดูด โอกาสที่จะเรียกลูกค้าหรือต่อยอดทางธุรกิจก็ยากยิ่งตามไปด้วย

อินโดนีเซียอาจจะเป็นที่ที่ใช่สำหรับการเริ่มต้น

ด้วยกลยุทธ์ของ Amazon ที่เน้นเจาะตลาดเดี่ยวขนาดใหญ่ซึ่งแห่งล่าสุดก็คือออสเตรเลียความคิดที่จะมาทำธุรกิจในสิงคโปร์ก็คงจะฟังเป็นเรื่องตลกหาก Amazon ต้องการที่จะพิชิตเอเชียตะอวันออกเฉียงใต้จริงๆทำเลที่เหมาะที่สุดที่จะเข้ามาก็ควรจะเป็นอินโดนีเซียมากกว่าเพราะมีประชากรหนุ่มสาวที่กำลังเพิ่มขึ้นจาก 250ล้านคนอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียจึงเป็นเสมือนประเทศจีนแห่งใหม่ที่มีเป็นแหล่งเศรษฐกิจและขุมทรัพย์อีคอมเมิร์ซของคนกว่า 600 ล้านคนในภูมิภาค

และดูเหมือนช่องว่างแห่งโอกาสของ Amazon ที่จะเข้ามาดำเนินกิจการในอินโดนีเซียก็แคบลงทุกทีๆเพราะ Lazada ที่มี Alibaba หนุนหลังก็ทวีกำลังลงทุนในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของตนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกันกับเจ้าถิ่นอย่าง Lippo Group ที่ใช้เงินถึง 500ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่าง MatahariMall แล้วก็ยังมี JD ที่แอบเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียอย่างเงียบๆในปีค.ศ. 2015 และก็มีผลประกอบการที่เติบโตปีต่อปีรวมถึงตำนานของวงการอีคอมเมิร์ซอย่าง blibli

ตัวเลือกเดียวที่เหมือนจะเป็นไปได้ของ Amazon ที่จะตัดทางลัดเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ก็คือการเข้าซื้อกิจการของเจ้าอื่นแม้ว่าผลของการทำแบบนี้ในจีนนั้นจะไม่ค่อยดีก็ตาม

ความเชื่อมั่นในโฆษณา

“Trust in advertisements” หรือความเชื่อมั่นในโฆษณานั้นเป็นเรื่องที่นักการตลาดทั่วโลกศึกษากันมานาน ล่าสุดการสำรวจความเห็นผู้ชม ผู้อ่าน และผู้ฟังโฆษณาพบว่ากลุ่มที่มองว่าโฆษณาวันนี้ “เชื่อถือได้” มีจำนวนเพิ่มขึ้น 11% จากตัวเลขที่เคยมีการสรุปไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ผลสำรวจนี้มาจาก YouGov ซึ่งดำเนินการวิจัยช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สถิติที่สรุปได้คือ 61% ของผู้บริโภคที่ได้เห็นโฆษณาในรอบ 1 เดือนยอมรับว่าเชื่อถือในโฆษณาที่ตัวเองได้เห็น ได้อ่าน และได้ฟังเบ็ดเสร็จแล้ว ตัวเลขนี้คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 11% จากตัวเลขในเดือนมีนาคม 2014 ซึ่งสำนัก eMarketer เคยสำรวจไว้

ไม่เพียงรู้สึกว่าเชื่อถือได้ ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าโฆษณาที่ตัวเองได้เห็นนั้นมีความจริงใจหรือ honest ด้วย

การสำรวจพบว่า 72% ของกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มองโฆษณาที่ได้เห็นว่าเป็นโฆษณาที่มีความจริงใจ สัดส่วนเกิน 2 ใน 3 นี้ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่า 16% เมื่อเทียบกับสถิติปี 2014

อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือและความจริงใจเหล่านี้จะวัดผลได้มากเมื่ออยู่บนสื่อดั้งเดิมอย่างสิ่งพิมพ์และทีวี จุดนี้เห็นได้ชัดจากการสำรวจของบริษัท MarketingSherpa ซึ่งสรุปไว้เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ว่าสื่อดิจิทัลมีคะแนนความน่าเชื่อถือน้อยกว่า โดยสื่อสิ่งพิมพ์มีคะแนนความน่าเชื่อถือมากที่สุด 80% ของกลุ่มตัวอย่างรองลงมาคือสื่อ TV ขณะที่แบนเนอร์โฆษณาออนไลน์นั้นได้รับความเชื่อถือน้อยที่สุด คือ 39% ของกลุ่มตัวอย่าง

แบนเนอร์โฆษณาที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือนี้ รวมตั้งแต่แบนเนอร์ที่แสดงบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปจนถึงอุปกรณ์พกพา ผลสำรวจนี้ตอกย้ำว่าแบนเนอร์อาจไม่ใช่รูปแบบโฆษณาที่นักการตลาดควรทำอีกต่อไป

ที่มา: : MarketingDive

นำข้อมูลนั้นมาสร้างประสบการณ์ให้ดีขึ้น

ทุกวันนี้การสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคนั้นมีความสำคัญอย่างมากที่จะทำให้การตลาดนั้นนำหน้าคนอื่นได้ เพราะประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคตลอดการเดินทางของผู้บริโภคในแบรนด์นั้นเป็นตัวชี้วัดเลยว่าแบรนด์ของคุณจะอยู่หรือไปในใจผู้บริโภค หลาย ๆ แบรนด์นั้นทุ่มเงิยลงไปมากมายในการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่ดี การจัดวางร้าน การสร้างเนื้อหาที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างมากขึ้นไปอีก หรือการสร้างประสบการณ์ในทุก ๆ จุดให้ดี แต่หลาย ๆ ครั้งสิ่งสำคัญที่สุดที่แบรนด์หลงลืมคือการจัดเก็บข้อมูลและนำข้อมูลนั้นมาสร้างประสบการณ์ให้ดีขึ้น

ในทุกวันนี้นั้นประสบการณ์ของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หลาย ๆ ครั้งกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและมีกระบวนการตัดสินใจสั้นลงอย่างมาก หลายครั้งนั้นเร็วมากจนนักการตลาดไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือช่วยเหลือผู้บริโภคให้เข้ามาสู่การจบการขายได้เลย ซึ่งเป็นเพราะนักการตลาดนั้นไม่สามารถสร้างการจัดการข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการสำรวจนักการตลาดด้าน Digital ทั่วโลกกว่า 14,000 คน โดย Adobe และ Econsultancy พบว่านักการตลาดหลายคนสนใจที่จะลงทุนในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2017 นี้ และมองว่าเป้นโอกาสอย่างมากที่จะทำให้เข้าใกล้ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่นักการตลาดหลาย ๆ คนพลาดนั้นคือการเข้าไปจับข้อมูลที่สำคัญได้ถูกต้อง เพื่อที่จะนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและกลายเป็นอาวุธสำคัญที่จะนำมาใช้ในการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคที่จะทำให้นำหน้าคู่แข่งได้

เมื่อโลก ไม่ได้มีแต่คน Digital

โลกเราตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการใช้ Digital อย่างมากมาย และหลาย ๆ คนก็ใช้ Digital ในการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ กัน ซึ่งด้วยความใหม่ของ Digital นี้เองทำให้นักการตลาดหลาย ๆ คนนั้นต่างก็ทุ่มเต็มตัวที่จะตามเทรนด์ต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคนั้นใช้กันใน Digital แล้วก็คิดว่า Digital นั้นคือกระสุนเงินที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในทุกอย่างที่นักการตลาดนั้นคาดหวังไว้ หรือเป็นการสื่อสารที่คิดว่าทรงพลังและได้ผลมากกว่าสื่อ ๆ นั้นเอง ซึ่งในความจริงแล้วโลกทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดย Digital เสียทีเดียว

แนวความคิดว่าโลกนั้นไม่ใช่ Digital เสียทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการสื่อสาร หรือการตลาด แต่เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ค้นพบว่า บริการตัวเองนั้นยังขาดการเข้าถึงคนอีกมากมายบนโลก ที่ไม่ได้มีอินเทอร์เนตใช้ หรือยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เนต หรือเข้าถึงแล้วแต่ความเร็วอินเทอร์เนตนั้นช้ามากจนใช้บริการหรือเข้าไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เนตปัจจุบันไม่ได้ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้แก่ Facebook และ Google เองที่เดินหน้าผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการการให้คนที่ไม่มีอินเทอร์เนตใช้ได้ใช้งานอินเทอร์เนต หรือ คนที่เข้าถึงอินเทอร์เนตระดับความเร็วต่ำ ๆ จะใช้งานอินเทอร์เนตได้อย่างไร จนถึงให้คนที่เข้าถึงอินเทอร์เนต แต่ยังไม่ได้ใช้งานให้หันมาใช้งานได้อย่างไร ซึ่งเป็นความท้าทายของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อสามารถผลักดันให้คนใช้อินเทอร์เนตได้ ย่อมทำให้ผู้ใช้ของตัวเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ติดตาม MarketingOops!

Gmail ปรับเพิ่มขนาดไฟล์แนบส่งได้ไม่เกิน 50MB พร้อมข้อแนะนำ

เป็นกันบ้างมั้ยเวลาเจองานที่มีความละเอียดสูง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้รูปภาพหรือไฟล์วิดีโอแล้วมันลดขนาดไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะดูไม่รู้เรื่อง แต่พออัดไปเต็มๆ ดันมาตกม้าตายตอนส่งงานให้เจ้านายหรือลูกค้า ก็เมล์เจ้ากรรมดันไม่ให้ส่งแถมน่าเจ็บใจตรงที่ดันฟ้องว่าไฟล์แนบมีขนาดใหญ่เกินไป ถึงจะหาวิธีลดขนาดไฟล์โดยยังคงความชัดเจนของรายละเอียดไว้ขนาดไหนก็ยังไม่พอที่จะส่ง จะส่งผ่านระบบคลาวด์ (Cloud) ก็ทำไม่เป็นงานเข้าเวลาก็จวนเจียน แก้ใหม่ก็ไม่ทัน เซฟใส่แฮนดี้ไดร์ฟแต่เจ้านายหรือลูกค้าดันอยู่ต่างประเทศ ซวยละทีนี้!!!

เพราะ Gmail ก็ทราบปัญหาข้อนี้ดี แต่เนื่องจากการแนบไฟล์ขนาดใหญ่เกินไปก็จะส่งผลต่อกระบวนการจัดส่งอีเมล์เช่นกัน เพราะไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มากๆ ระบบจะไม่ได้ทำการส่งเมล์แบบก้อนเดียวทีเดียว แต่จะเป็นการทะยอยส่งจนครบตามขนาดไฟล์แนบ ซึ่งทำให้การส่งอีเมล์ที่มีไฟล์แนบขนาดใหญ่มีความล่าช้ากว่ามาก ซึ่งทาง Gmail ได้มีการดำเนินการปรับระบบให้สามารถส่งไฟล์แนบได้ไม่เกิน 50MB จากเดิมที่ส่งไฟล์แนบได้ไม่เกิน 25MB

นอกจากนี้ Gmail ยังได้แนะนำเคล็ดลับหรือวิธีส่งไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ไปกับอีเมล์ด้วย โดย Gmail แนะนำให้ใช้บริการ Google Drive ซึ่งผู้ที่มีบัญชีอีเมล์ของ Gmail จะได้รับพื้นที่จัดเก็บฟรีส่วนหนึ่งใน Google Drive ผู้ใช้สามารถนำไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ใส่เข้าไปใน Google Drive จากนั้นนำลิ้งค์ของไฟล์แนบไปกับอีเมล์ ผู้ที่ได้รับอีเมล์จะสามารถคลิกลิ้งค์เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ดังกล่าวเข้าสู่คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนของผู้ได้รับอีเมล์

Source: Entrepreneur