ข้อดีของการติดตั้งประตูม้วน

ประตู เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคาร บ้านเรือน ปราศจากประตูที่แข็งแรงแล้ว การอยู่อาศัยย่อมไม่มีความปลอดภัย โดยหลักสถาปัตยกรรมแล้ว ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ความสะดวกในการใช้งานเป็นอันดับรอง และความสวยงามเป็นอันดับสุดท้าย
ประตูม้วน ที่ติดตั้ง ออกแบบ โดยผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ทั้งด้าน ความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน และให้ความสวยงาม
ด้านความปลอดภัย (safety & security) วัสดุที่ใช้ทำประตูม้วนหลักๆประกอบไปด้วย ใบลอนเหล็ก หรือใบลอนสแตนเลส เมื่อเลือกใช้ขนาดใบลอนและความหนาที่เหมาะสมตามขนาดของประตูแล้ว ประตูม้วนจะมีความแข็งแรง ปลอดภัย อีกทั้งมีความทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน ที่สำคัญคือบำรุงดูแลรักษาง่าย แต่ทั้งนี้ต้องเลือกใช้ชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสม เช่น ระบบล็อค แม่กุญแจ รวมไปถึงการติดตั้งที่ได้มาตรฐานโดยช่างผู้ชำนาญงาน

ด้านความสะดวกในการใช้งาน (function) ประตูม้วนมีด้วยกัน 3 ระบบคือ ระบบมือผลักที่พบเห็นตามอาคารพาณิชย์ทั่วไป ระบบรอกโซ่พบได้ตามโกดัง อาคาร โรงงานที่มีบานประตูขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และสุดท้ายคือ ระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าและรีโมท(อุปกรณ์เสริม) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ประตูม้วนสามารถเก็บพับขึ้นไปในกล่องด้านบนได้จึงไม่เปลืองพื้นที่เหมือนประตูแบบอื่นๆที่ต้องเก็บพับไว้ด้านข้าง ทำให้มีพื้นที่หลังการติดตั้งมากกว่าการใช้ประตูแบบอื่น

ด้านความสวยงาม (beauty) ประตูม้วนที่ได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ มีความสวยงามได้ไม่ต่างจากประตูแบบอื่นๆ ตัวอย่างภาพแสดงการประยุกต์ใช้ประตูม้วนกับบ้านพักอาศัย ในส่วนโรงจอดรถ การเลือกใช้ใบลอนสีขาวตัดกับอิฐแดงของตัวอาคาร ทำให้เกิดความโดดเด่นของตัวประตู และผสมผสานกันเป็นอย่างดี ความคิดที่ว่าประตูม้วนใช้กับอาคารพาณิชย์เท่านั้นย่อมเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ประตูม้วนควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ระบบประตูม้วนที่สอดคล้องกับการใช้งานประจำวันและตรงตามความต้องการของท่านด้วย

วิธีเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับบ้านของเรา

ผ้าม่าน เป็นอีกหนึ่งของตกแต่งบ้านที่คนรักบ้านทั้งหลายให้ความสำคัญไม่แพ้ของตกแตกบ้านอื่นๆ เพราะนอกจากประโยชน์ในการช่วยลดแสงและความร้อนแล้ว ผ้าม่านก็ยังเป็นของตกแต่งที่ช่วยเพิ่มสีสันและความสวยงามให้กับบ้านของเราอีกด้วย ดังนั้น ในการเลือกผ้าม่าน เราจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเลือกใช้ผ้าม่านได้อย่างเหมาะสมและสวยงาม

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า เราจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในการเลือกใช้ผ้าม่านด้วย ดังนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า วิธีเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับบ้านของเรานั้น มีปัจจัยอะไรบ้างที่เราจะต้องคำนึงถึง

1. ประเภทของผ้าม่าน โดยทั่วไปนั้น ผ้าม่านจะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ 1) ผ้าม่านกรองแสง และ 2) ผ้าม่านกันแสง ซึ่งตัวแปรที่สำคัญในการเลือกประเภทผ้าม่านทั้ง 2 ประเภทนี้ก็คือ “แสงแดด” กล่าวคือ ถ้าหากพื้นที่ที่เราต้องการติดตั้งผ้าม่าน มีแสงแดดผ่านเข้ามาโดยตรงและแรงจัด เราก็ควรเลือกผ้าม่านกันแสง ที่จะช่วยลดแสงแดดและความร้อน ตรงกันข้าม หากเป็นพื้นที่ที่แสงเข้าถึงน้อย ก็ควรที่จะเลือกผ้าม่านกรองแสงมากกว่า

2. รูปแบบของผ้าม่าน รูปแบบของผ้าม่านที่ค่อนข้างได้รับนิยมในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 5 รูปแบบด้วยกัน คือ 1) ม่านจีบ 2) ม่านพับ 3) ม่านม้วน 4) มู่ลี่ และ 5) ม่านปรับแสง ซึ่งแต่ละรูปแบบก็มีความเหมาะสมในการใช้ที่แตกต่างกันไป อาทิ ม่านพับเหมาะกับหน้าต่างบานตั้งขนาดเล็ก มู่ลี่เหมาะกับหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้บ่อยๆ เป็นต้น

3. ขนาดและพื้นที่ติดตั้งผ้าม่าน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะขนาดและพื้นที่ย่อมเป็นตัวบ่งบอกว่าควรจะใช้ผ้าม่านประเภทใดรูปแบบใด ซึ่งจะสอดคล้องกับวิธีเลือกผ้าม่านในข้อที่ 1 และ 2 ยกตัวอย่างเช่น หากพื้นที่ห้องได้รับแสงน้อย มีเพดานต่ำและขนาดหน้าต่างที่เล็ก ก็ควรเลือกม่านพับกรองแสงหรือมู่ลี่มากกว่าที่จะเลือกม่านจีบกันแสงที่มีขนาดล่อนใหญ่ เพราะจะทำให้ห้องมืด น่าอึดอัดและดูเตี้ยยิ่งกว่าเดิม

4. สีของผ้าม่าน เป็นปัจจัยที่จะช่วยทำให้ผ้าม่านกลายเป็นของแต่งบ้านที่สำคัญได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีเลือกสีของผ้าม่านที่แนะนำนั้น ก็ให้พิจารณาจากสีของกำแพงบ้าน ประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ วัสดุและของตกแต่งในพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งผ้าม่าน อาจจะตัดสินใจยากเสียหน่อยสำหรับมือใหม่ที่เริ่มตกแต่งบ้านหรือพึ่งเริ่มใช้ผ้าม่าน แต่สำหรับคนที่ตกแต่งบ้านอยู่บ่อยๆ ก็คงตัดสินใจได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งเราขอแนะนำมือใหม่ทั้งหลาย ให้เลือกใช้บริการออกแบบและติดตั้งผ้าม่านดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเงินเพื่อซื้อผ้าม่านมาลองใช้หลายๆ อัน

ทั้ง 4 ข้อในข้างต้น เป็นปัจจัยหลักๆ ที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกผ้าม่านให้เหมาะสมกับบ้านของเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การตัดสินใจเลือกผ้าม่านนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบเจ้าของบ้านเป็นสำคัญ ซึ่งอาจจะไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ในข้างต้นเลยก็เป็นได้ แต่ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วนๆ สุดท้ายนี้เราหวังว่า “วิธีเลือกผ้าม่าน” ที่เราได้เอาแนะนำนี้ จะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกผ้าม่านสำหรับผู้ที่ต้องการตกแต่งบ้านด้วยผ้าม่านทุกคน

การเลือกซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและการใช้อย่างถูกวิธี

การเลือกซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและการใช้อย่างถูกวิธี

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ช่วยอำนวยความสะดวก ในการทำความสะอาดเสื้อผ้าและเป็นที่นิยมใช้กันมากในยุคปัจจุบัน เพราะช่วยผ่อนแรง และช่วยประหยัดเวลา ทำให้เราสามารถไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องกังวล ในการเลือกซื้อเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญจะต้องเลือกให้ตัวเครื่องเหมาะสมกับการใช้งาน ดังนี้

1. ดูความคงทนเข็งแรงเป็นหลัก โดยลองเคาะที่ตัวถังเพื่อดูวัสดุที่ใช้ว่ามีความแข็งแรงทนทานขนาดไหน วัดจากเสียงที่เราได้ยินกับความแข็งแกร่งตอนเคาะ นอกจากนี้น้ำหนักของตัวเครื่องและความจุในการซัก ที่ระบุในสเปกก็บอกถึงความแข็งแรงได้ ยิ่งความจุมากก็ยิ่งแข็งแรง และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องที่ใช้เหล็กทำเป็นตัวถังเครื่อง เพราะจะเกิดสนิมได้ง่าย ควรเลือกซื้อเครื่องที่ใช้พลาสติกแข็งหนาทำโครงสร้างด้านนอกจะดีกว่า

2. ความจุของตัวถัง เลือกความจุให้เหมาะสมกับการใช้งาน นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบกำลังไฟที่ใช้กับความจุของถังซัก เทียบกันหลายๆ รุ่น ก็จะได้เครื่องที่ตรงกับความต้องการและประหยัดไฟ

3. ฟังก์ชั่นการซัก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการเลือกซื้อ หากเลือกซื้อแบบถังคู่ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะซักแล้วผลที่ได้ไม่แตกต่างกันจนเห็นได้ชัดเจน จะต่างกันในเรื่องของราคาเครื่องอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นถังเดี่ยว ต้องคิดมากหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเครื่องซักผ้า บางคนซื้อไปไม่เคยใช้ก็มี ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก บางเครื่องมีระบบปั่นแห้ง แบบปั่นแล้วหยิบมารีดได้เลย ซึ่งไม่แตกต่างกับปั่นแห้งทั่วไปเพียงแต่ปั่นนานกว่าเท่านั้น เครื่องธรรมดาเพิ่มเวลาปั่นก็ได้แล้ว แถมอันตรายกับเนื้อผ้ามากๆ เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกเฉพาะที่จำเป็นและเห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้ใช้เท่านั้น

4. ยี่ห้อและการรับประกัน ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่เครื่องซักผ้าถือว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไป

เต็นท์ผ้าใบ เต็นท์สารพัดประโยชน์ ใช้ผ้าอย่างดี ทนแดด ทนฝน

เต็นท์ผ้าใบ เต็นท์สารพัดประโยชน์ ใช้ผ้าอย่างดี ทนแดด ทนฝน สีสันสดใจ สวยงาม มีให้เลือกหลากหลายรูปทรงตามลักษณะการใช้งาน มีผ้าใบปิดรอบด้านข้างพร้อมประตู

จำหน่ายเต็นท์ผ้าใบ ราคาย่อมเยาว์ สารพัดประโยชน์ เราเป็นศูนย์รวมเต็นท์ผ้าใบแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ผ้าใบทำที่จอดรถ ไซด์งาน ร้านค้า ร้านอาหาร ที่เก็บสินค้า คลุมวัสดุก่อสร้าง คลุมเครื่องจักร เต็นท์ผ้าใบคูนิลอนกันน้ำ 100% สั่งทำเต็นท์ผ้าใบได้ตั้งแต่ขนาด 4×8 เมตร, 5×10 เมตร, 5×12 เมตร, 6×10 เมตร, 6×12 เมตร เต็นท์ผ้าใบทำตลาด หรือ เต็นท์ใช้ทำโกดัง

หรือ เต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ สำหรับพักสินค้าขนาด 10×15 เมตร, 20×20 เมตร, 40×30 เมตร นอกจากนี้ร้านเรายังให้เช่า เต็นท์ผ้าใบ แบบต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

เต็นท์ มีหลายทรงให้เลือก เช่น

-เต็นท์ทรงจั่ว เราจะมีผ้าใบหลายสีให้เลือก ผ้าใบกันน้ำ สามารถเพิ่มผ้าใบปิดรอบด้านข้างได้ เหมาะสำหรับจัดงานเลี้ยง,นิทรรศการ,ออกร้าน หรือจอดรถ

-เต็นท์ทรงโค้ง นอกจากผ้าใบมีหลากหลายสีให้เลือกตามความต้องการ การออกแบบให้หลังคามีรูปทรงโค้งช่วยในการไหลของน้ำเวลาฝนตกไม่ทำให้เกิดนำขัง เหมาะสำหรับการติดตั้งที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่เช่น โกดังสินค้า เก็บวัตถุดิบสำหรับการผลิต

-เต็นท์ทรงปิระมิด เต็นท์มีรูปทรงขนาดเล็ก ติดตั้งและถอดประกอบได้ง่ายเหมาะสำหรับการออกร้าน จัดบู๊ท ที่มีขนาดพื้นที่จำกัด ผ้าใบมีหลายสีให้เลือกจะมีขนาดตั้งแต่ 2×2 เมตร จนถึง5×5 เมตร
-เต็นท์ทรงปั้นหยา
-เต็นท์ทรงจั่ว
-เต็นท์ทรงโค้ง
-เต็นท์ทรงฟูจิ
-เต็นท์ทรงเพิงหมาแหงน
–เต็นท์โกดัง จะเป็นเต็นท์มีขนาดใหญ่ เสาสูงประมาณ 4 -6 เมตรมีผ้าใบปิดรอบด้านข้างพร้อมประตูบานเลื่อนปิดมิดชิด สามารถติดตั้ง พัดลมระบายอากาศ ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อคงคุณภาพสินค้า วัตถุดิบ ตามโรงงานอุตสาหกรรมการติดตั้งเน้นความคงทนแข็งแรง

เพิ่มศักยภาพของธุรกิจด้วยปลดล็อกข้อมูล

คุณรู้หรือไม่? การเรียกดูข้อมูลแบบ Real time ถือเป็นมิติใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ ได้โดยสิ้นเชิง จากการใช้กลยุทธ์ทำเลที่ตั้ง องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากทั้งลูกค้าและปัจจัยภายนอกได้ทันท่วงที ทั้งนี้…เมื่อมีการนำข้อมูลธุรกิจผนวกเข้ากับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อาทิ สำนักงานสำมะโนประชากร อาจทำให้เราสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในตลาดทั้งระดับท้องถิ่นและภาพรวมตลาดขนาดใหญ่

จากข้อมูลของบริษัท Planet Fitness of Maryland ซึ่งเริ่มการวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งและฐานที่อยู่ของสมาชิกประจำ โดยให้รหัสสีที่อยู่ของสมาชิกฟิตเนสตามลำดับการเข้าร่วม ก็ทำให้เราเห็นรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่แสดงโอกาสทางการตลาดของบริษัทในการขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของสมาชิก ถือเป็นการยืนยันประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากการสร้างแผนที่เสมือนจริง

ทั้งนี้ ความสำคัญของการผนวกข้อมูล Big Data เข้ากับการวิเคราะห์แบบ Real time จนนำมาสู่กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง จะช่วยให้องค์กรตลอดจนบุคลากรสามารถเห็นแนวทางการบริหารจัดการและหาคำตอบสนับสนุนการตัดสินใจในทุกๆ วัน รวมถึงสามารถปรับและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีและรวดเร็วขึ้นจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ สามารถเข้าใจการบริหารจัดการงานในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยให้ผู้บริหารสามารถลดความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จากการเข้าถึงข้อมูลและวางแผนอนาคตทางธุรกิจอีกด้วย

การจัดกลุ่มอาหารสำหรับเสิร์ฟบนโต๊ะจีน

หลังจากรู้ชนิดอาหารและจำนวนมงคลแล้ว ที่นี้ก็มาดูการจัดกลุ่มอาหารสำหรับเสิร์ฟบนโต๊ะจีนกันบ้างดีกว่า อาหารบนโต๊ะจีนสามารถรวมเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 6 กลุ่มค่ะ

กลุ่มที่ 1 คือ ออเดิร์ฟ อาหารรองท้องเรียกน้ำย่อยให้ออกมาอาละวาดรอกวาดล้างอาหารทั้งหมดในกระเพาะ

กลุ่มที่ 2 คือ ซุปน้ำข้น ที่ก็หนีไม่พ้น 2 ซุปบำรุงร่างกายอย่าง ซุปหูฉลาม และ ซุปกระเพาะปลา

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มกับข้าวจากเนื้อสัตว์มงคลทั้งหลาย กลุ่มนี้จะมีอยู่สักประมาณ 4 – 6 รายการ แล้วแต่บ่าวสาวเลย

กลุ่มที่ 4 คือ ซุปใส จัดมาเพื่อล้างปาก ดับความเลี่ยน อย่างพวก ซุปไก่ตุ๋นยาจีน

กลุ่มที่ 5 คือ เมนูอิ่ม เป็นเมนูปิดท้ายของอาหารคาว ไม่ว่าจะเป็น ข้าว หรืออาหารเส้น ที่เมนูอิ่มมาอยู่ลำดับหลังสุดก็เนื่องมาจากความเชื่อของชาวจีนที่จะต้องเลี้ยงดูแขกอย่างดี จึงจัดอาหารดีๆมาก่อน และส่งท้ายด้วยเมนูหนักๆสำหรับแขกที่ยังไม่อิ่ม

สุดท้ายกลุ่มที่ 6 ด้วยกลุ่มของหวานที่จะทำให้ชีวิตคู่หวานไปยาวนาน ปราศจากความขมขื่น

เป็นไงค่ะ ไม่งงกับโต๊ะจีนแล้วเนอะ แม้ว่าจะดูเรื่องเยอะกว่าการจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์และค็อทเทล แต่ว่าอาหารแต่ละอย่างก็มีความหมายในทางมงคลทั้งนั้น

ถังดับเพลิงที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไปจะมีอยู่ 3 สี

ถังดับเพลิงที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทำไมถึงมีหลากหลายสีมาก แล้วแต่ละสีแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร? ปัจจุบันถังดับเพลิงที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไปจะมีอยู่ 3 สี คือตัวถังสีแดง สีเขียว และสีเงินสเตนเลส

สีแดง

ถังดับเพลิงสีแดง คุณลักษณะก็คือเครื่องดับเพลิงชนิด ผงเคมีแห้ง(Dry Chemical) เป็นเครื่องดับเพลิงที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากเครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งสามารถใช้กับไฟได้ทุกประเภท Class A, Class B, Class C มีประสิทธิภาพในการดับไฟสูง มีรุ่นที่มี Fire Rating สูงถึง 10A-40B ซึ่งสามารถดับไฟในขนาดกองไฟที่ใหญ่มากลงได้!
สถานที่แนะนำในการติดตั้ง : ติดตั้งได้ทั่วไป ทั้งภายนอกและภายในอาคาร

ยังมีถังดับเพลิงอีก1ชนิดที่ใช้สีแดงเช่นกัน นั่นก็คือเครื่องดับเพลิงประเภท คาร์บอนไดออกไซด์ หรือCo2 วิธีสังเกตุเครื่องดับเพลิงชนิดนี้คือ ปลายสายมีลักษณะใหญ่และบานออก ตัวถังไม่มีเกจ์วัดแรงดัน เครื่องดับเพลิงCo2มีข้อดีคือเมื่อฉีดใช้ ไม่ทิ้งครบสกปรกเหมือนผงเคมีแห้ง แต่ก็มีข้อจำกัดที่แนะนำให้ใช้ภายในอาคารเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เครื่องดับเพลิงชนิดนี้ใช้ได้ดีกับเพลิงที่เกิดจาก Class B และ Class C

สถานที่แนะนำในการติดตั้ง : บ้าน อาคารสำนักงาน ติดตั้งภายในอาคารที่เป็นอากาศปิด ไม่ควรติดตั้งภายนอกที่โดนแสงแดดโดยตรง

สีเขียว

เครื่องดับเพลิงสีเขียว หมายถึงเครื่องดับเพลิงประเภทสารเหลวระเหย Non CFC หรือเรียกว่าสารสะอาด(Clean Agent) เมื่อก่อนเครื่องดับเพลิงที่บรรจุสารเหลวระเหยจะใช้เป็นสีเหลือง บางท่านอาจจะเคยผ่านตามาบ้าง จะบรรจุสารชื่อ Halon1211 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดับไฟสูง แต่ก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงเนื่องจากสาร Halon1211 เป็นสารCFCที่ทำลายชั้นบรรยากาศ ทำให้ต้องถูกระงับการจำหน่ายไป ปัจจุบันจึงถูกแทนที่ด้วยเครื่องดับเพลิงสีเขียวแทน ถังดับเพลิงสีเขียวจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเมื่อใช้ภายในอาคาร สามารถดับไฟได้ทั้ง Class A, Class B และ Class C

สถานที่แนะนำในการติดตั้ง : อาคารสำนักงาน ติดตั้งภายในอาคารที่เป็นอากาศปิด

สีเงิน

เครื่องดับเพลิงสีเงิน หมายถึงเครื่องดับเพลิงประเภทโฟม สาเหตุที่ตัวถังเป็นสีเงินหรือสเตนเลสก็เนื่องมาจากสารที่บรรจุมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เนื้อสารจะใช้ชื่อว่า Permix Foam หรือ AFFF เมื่อผสมกับน้ำและฉีดใช้จะเกิดเป็นโฟมขึ้นมา ทำหน้าที่ได้ดีในการดับเพลิง Class A เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำ และ Class B โดยเนื้อโฟมจะเข้าไปปิดผิวน้ำมันเพื่อตัดอากาศออกจากกองเพลิง

สถานที่แนะนำในการติดตั้ง : ครัว หรือที่ที่มีความเสี่ยงจากเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน

พาเลทไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบจัดเก็บ

พาเลทไม้เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบจัดเก็บ ยกย้ายสินค้าและวัสดุ การเลือกใช้พาเลทที่เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันพาเลทที่ใช้ในคลังสินค้าทำจากวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่ พาเลทที่ผลิตจากไม้
พาเลทผลิตจากพลาสติก พาเลทที่ผลิตจากกระดาษ และพาเลทที่ผลิตจากเหล็ก แต่ที่นิยมใช้กันมากคือพาเลทที่ผลิตจากไม้และที่ผลิตจากพลาสติก

พาเลทไม้ส่วนใหญ่นำไปใช้กับสินค้า และพื้นที่ใช้งานที่ไม่ชื้นหรือเปียกแฉะ ส่วนพาเลทพลาสติกนิยมใช้กับคลังสินค้าทั่วไป โดยมีข้อเปรียบเทียบอื่นๆ ที่สำคัญ ดังนี้

จะเห็นได้ว่า ทั้งพาเลทไม้และพาเลทพลาสติกต่างมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้่งานที่แตกต่างกัน ฉะนั้น ผู้ใช้งานจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้งานพาเลทได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด

กล้องระดับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจ

เครื่องมือสารวจมีหลายอย่าง การเลือกใช้เครื่องมือชนิดใด ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการวัด ความสะดวกในการใช้งาน การประหยัดในการใช้งานทั้งแรงงาน ทุนและเวลาในการทางาน เครื่องมือสารวจที่ควรทราบได้แก่

1.เทปวัดระยะ (Tape) หรือโซ่ (Chain)

เทปวัดระยะ อาจทาด้วยโลหะ ผ้าหรือในล่อนจะมีเครื่องหมาย ตัวเลขกากับบอกระยะความยาวเป็นมิลลิเมตร เซนติเมตรและเป็นเมตร อีกด้านจะมีเครื่องหมาย ตัวเลขกากับบอกระยะความยาวเป็นหุน นิ้วและฟุต
โซ่ ในประเทศไทยการรังวัดที่ดินของสานักงานที่ดินยังคงมีการใช้โซ่รังวัดระยะทางอยู่ โดยโซ่ 1 เส้นจะมี 100 ข้อในแต่ละข้อจะมี 10 ปอยท์ ใน 1 ปอยท์จะมี 10 ปวน เช่นวัดระยะทางได้ 2 เส้นโซ่ กับอีก 23 ข้อ 9 ปอยท์ และ 5 ปวน สามารถเขียนเป็นระยะทางมีความยาว เท่ากับ 2.2395 เส้น ซึ่ง 1 เส้นโซ่ เมื่อเทียบเป็นระยะในระบบเมตริกจะยาว 40 เมตร ดังนั้น 2.2395 เส้น จึงเท่ากับ 2.2395 เส้น  40 เมตร/เส้น ได้ระยะทาง = 89.580 เมตร

2. กล้องเข็มทิศ (Compass)
เป็นเครื่องมือสารวจที่ใช้สาหรับวัดมุมเบี่ยงเบนจากแนวทิศเหนือ-ใต้แม่เหล็ก มีจานองศาราบ ที่เล็งแนว กล้องขยายสาหรับส่องเล็งแนวและหลอดระดับสาหรับปรับตั้งกล้องให้ได้ระดับเมื่อติดตั้งประกอบกับขาตั้งกล้องเข็มทิศ ใช้ในการเล็งแนวรังวัดค่ามุมราบในงานวงรอบต่าง ๆ มักใช้กับงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก ใช้ในการวางแนวในระยะทางใกล้ ๆ ขอบเขตพื้นที่สารวจขนาดเล็ก

การใช้งานจะใช้อ่านค่ามุมราบที่อ้างอิงจากแนวทิศเหนือแม่เหล็กโดยหมุนกล้องเข็มทิศตามเข็มนาฬิกาเสมอจะได้ค่ามุมภาคทิศ (Azimuth) แต่ถ้าอ่านค่ามุมราบอ้างอิงจากแนวทิศเหนือและทิศใต้โดยหมุนกล้องเข็มทิศ ตามหรือทวนเข็มนาฬิกาจะได้มุมทิศ (Bearing)

3. กล้องระดับ (Level)
เป็นเครื่องมือที่ใช้กับงานหาระดับความสูงต่าของจุดต่าง ๆ ว่าจะมีความสูง-ต่าแตกต่างกันมากน้อยเท่าไร ซึ่งมีอยู่หลายรุ่นบางรุ่นจะมีจานองศาราบติดอยู่ด้วยจึงสามารถนามาใช้รังวัดมุมราบ วางแนว และหาค่าระยะทางโดยประมาณได้ แต่ไม่นิยมใช้กันเนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนมากในการอ่านมุม จึงนิยมใช้กล้องระดับสำรวจหาค่าความสูงของจุดที่ต้องการ หรือใช้กล้องระดับเพื่อกาหนดให้ค่าระดับความสูงในการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบรายการที่กาหนดไว้ในแบบก่อสร้างต่าง ๆ เช่น การทาหมุดหลักฐานการระดับ การหาเส้นชั้นความสูง การหาค่าระดับตามยาว (Profile) และตามขวาง (Cross section) การให้ระดับผิวทาง (Grade line) ให้ระดับและกาหนดระดับ หลุม ระดับท้องคลองส่งน้า เป็นต้น ซึ่งกล้องระดับมีหลากหลายแบบ หลากหลายรุ่น

4. กล้องวัดมุม (Theodolite)
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรังวัดมุมราบ มุมดิ่ง และสามารถใช้ในการรังวัดระยะทางราบ หาระยะทางดิ่ง หรือความสูงของวัตถุได้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้ในการวางแนว หาค่าระดับต่างๆในการก่อสร้างได้อีกด้วย การใช้งานกล้องวัดมุมจึงมีมากกว่ากล้องระดับ โดยมีจานองศาที่รังวัดได้ทั้งมุมราบและมุมดิ่ง เมื่อติดตั้งเข็มทิศประกอบสามารถรังวัดค่ามุมทิศ และมุมภาคทิศได้ กล้องวัดมุมมีหลายชนิด หลายรุ่น มีความละเอียดหลายระดับ มีราคาสูง ผู้สารวจที่นากล้องชนิดนี้ไปใช้งานจึงต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ใช้ให้เหมาะกับประเภทของงานว่างานนั้น ๆ ต้องการความละเอียดมากน้อยเพียงใด กล้องวัดมุมชนิดต่างๆ

5. โต๊ะสารวจ หรือโต๊ะแผนที่ (Plane Table)
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสารวจทาแผนผังที่ไม่ต้องบันทึกข้อมูลในสมุดสนาม เมื่อทาการสารวจรังวัดเสร็จสิ้นจะได้แผนผังของพื้นที่สารวจไปพร้อมกัน โต๊ะสารวจจึงเป็นโต๊ะเขียนแบบแผนผังพื้นที่สารวจ มีขาตั้งสามารถถอดพับเก็บได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานในสนาม การใช้งานจะใช้คู่กับกล้องเล็ง หรือบรรทัดเล็ง(Alidade) ในการส่องเล็งเก็บข้อมูลในสนาม เหมาะกับการสารวจทาแผนผัง แผนที่ในบริเวณเล็ก ๆ พื้นที่ราบ โล่งไม่ปิดบังแนวเล็ง และไม่ต้องการความละเอียดมากนัก

6. เครื่องวัดระยะทางด้วยคลื่นแสง (Electronic Distance Measurement : EDM)
เป็นเครื่องมือวัดระยะทางที่มีความละเอียดสูงมากสามารถอ่านได้ถึงเศษของมิลลิเมตร มักใช้กับงานทาวงรอบ งานโครงข่ายสามเหลี่ยม มีราคาแพงจึงมักจะมีใช้กับหน่วยงานบางหน่วยงานเท่านั้น

7. ซับเทนส์บาร์ (Subtense Bar)
เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวัดระยะทางอ้อม จะใช้ร่วมกับกล้องวัดมุม ลักษณะประกอบด้วยแท่งโลหะยาว 2 เมตร โดยวัดจากจุดกึ่งกลางออกไปข้างละ 1 เมตร ที่ปลายแขนทั้งสองข้างจะมีที่หมายเล็ง เพื่อใช้อ่านมุมสาหรับหาระยะทางโดยการคานวณจากสมการต่อไปนี้

8. กล้องมองดูภาพถ่ายทางอากาศ
ใช้กับงานในสานักงานมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดกระเป๋าและชนิดตั้งโต๊ะ ใช้ในการส่องดูภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อต้องการหาข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งกล้องชนิดอื่นจะมองดูไม่เห็น

9. เครื่องมือหาพื้นที่ (Planimeter)
เป็นเครื่องมือที่ใช้สาหรับหาพื้นที่บริเวณซึ่งมีรูปร่าง สัดส่วนที่ไม่สามารถจะคานวณได้ด้วยหลักเรขาคณิต ใช้เครื่องมือหาพื้นที่บนระนาบราบที่มีเส้นรอบรูปเป็นเส้นตรง หรือเส้นคดโค้ง โดยการลากหมุดของเครื่องมือไปตามเส้นรอบรูปที่อยู่ในแผนผัง หรือแผนที่ที่เราต้องการหาพื้นที่ แล้วนาค่าที่ได้จากเครื่องมือไปใช้ในการคานวณหาขนาดของพื้นที่ที่ต้องการหาได้ Planimeter มีแบบที่เป็นมาตรวัดและแบบลิจิตอลซึ่งแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ ชนิดแขนปรับได้ (Movable arm หรือ Adjustable arm) กับชนิดแขนปรับไม่ได้ (Fixed arm)

10. เครื่องมือหาพิกัดแผนที่ (Global Positioning System : GPS)
เป็นเครื่องมือที่นามาใช้ในงานสารวจที่สามารถใช้งานได้ทุกสภาวะอากาศ สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งระบบ GPS มีส่วนประกอบ 3 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนอวกาศที่มีดาวเทียมเป็นตัวส่งสัญญาณให้กับส่วนควบคุม เพื่อส่งข้อมูลให้กับส่วนผู้ใช้งานที่มีเครื่องรับสัญญาณ โดยได้มีการนามาใช้งานสารวจทาแผนที่ที่ให้ค่าความถูกต้องเป็นเซนติเมตรจึงมีความละเอียดสูง สามารถใช้งานสารวจเก็บข้อมูลได้รวดเร็วแล้วนาข้อมูลมาประมวลผลด้วย Software เฉพาะของเครื่องมือและระบบ สามารถอ่านค่าพิกัดแผนที่และแสดงผลได้ทันที ซึ่งเครื่องรับส่งสัญญาณ GPS

Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มที่นักการตลาดเลือกลงทุนด้วยมากที่สุด

จากผลสำรวจของ Hanapin Marketing เผยว่า Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์ม Social Media ที่ได้รับความนิยมจากนักการตลาดทั่วโลก ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว เป็นการเก็บข้อมูลจากนักการตลาดจาก 164 แบรนด์ที่มีงบประมาณการทำตลาดใน Social Media โดย 93% เลือกใช้ Facebook เป็นช่องทางการทำตลาด และซื้อโฆษณา ตามมาด้วย LinkedIn 57%, Twitter 51%, Pinterest 28%, และ Snapchat 19%

นอกจากนี้ นักการตลาด 71% บอกว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า พวกเขามีแผนที่จะซื้อโฆษณาบน Facebook เพิ่มขึ้น และแพลตฟอร์มที่คาดว่าจะลดงบประมาณในการซื้อโฆษณาลงคือ Twitter ส่วนแพลตฟอร์มที่ยังทรงตัวอยู่เหมือนเดิม (ไม่เพิ่มหรือลด) คือ Snapchat

ที่มา: MarketingOops!